Home / ความรู้ทั่วไป / ความรู้และวิธีตรวจเช็ค การบำรุงรักษาเกี่ยวกับ “ระบบเบรค” รถยนต์

ความรู้และวิธีตรวจเช็ค การบำรุงรักษาเกี่ยวกับ “ระบบเบรค” รถยนต์

break01

ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับระบบเบรกรถยนต์ ชนิดของเบรก ระบบช่วยผ่อนแรงการเหยียบเบรก ชนิดของผ้าเบรก เกรดผ้าเบรก สาเหตุของเบรกเสีย หรือ อายุสั้น สาเหตุที่ทำให้เบรกดัง การตรวจระบบเบรก น้ำมันเบรก การปรับเตรียมสภาพผ้าเบรกใหม่ ระบบเพื่อความปลอดภัยเสริม ข้อควรระวังและการบำรุงรักษาระบบเบรก..

1. ระบบเบรก

ผ้าเบรกเป็นอุปกรณ์สร้างแรงเสียดทาน โดยการกดเข้ากับดิสก์หรือดรัมเบรกมีพื้นฐาน คือ เนื้อวัสดุของตัวดิสก์หรือดรัมเบรกต้องแข็งเพื่อไม่ให้สึกหรอเร็ว แต่ต้องมีผิวไม่ลื่น ส่วนผ้าเบรกต้องมีเนื้อนิ่มกว่าตัวดิสก์หรือดรัม เพื่อให้มีแรงเสียดทานสูงหรือสึกหรอมากกว่า เพราะเปลี่ยนได้ง่าย โดยมีการผลิตขึ้นจากวัสดุผสมหลายอย่าง และอาจผสมกับโลหะเนื้อนิ่ม เพื่อให้เบรกในช่วงความเร็วสูงได้ดี

ในอดีตใช้แร่ใยหินแอสเบสตอสเป็นวัสดุหลักของผ้าเบรก เมื่อผ้าเบรกสึกจะเป็นผงสีขาว ไม่เกาะกระทะล้อ แต่สร้างมลพิษในอากาศ ทำลายระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันจึงหันมาใช้แกรไฟต์-คาร์บอนแทน เมื่อผ้าเบรกสึกจะมีผงสีดำออกมาเกาะเป็นคราบ ดูสกปรกแต่ไม่เป็นอันตราย

ผ้าเบรกมีหลายระดับประสิทธิภาพและความแข็ง ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ ยิ่งนิ่มยิ่งสร้างแรงเสียดทานได้ง่าย แต่ไม่ทนความร้อน อาจลื่นหรือไหม้ในการเบรกบ่อย ๆ หรือเบรกในช่วงความเร็วสูง และยิ่งแข็งยิ่งทนความร้อน เบรกดีในช่วงความเร็วสูง แต่ต้องการการอุ่นให้ร้อนก่อน หรือเบรกช่วงความเร็วต่ำไม่ค่อยอยู่ จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการขับและสมรรถนะของรถยนต์

break04

2. ชนิดของเบรค

ดรัมเบรค (Drum Brake)
ในชุดเบรคแบบดรัม ประกอบด้วยตัวดรัม (Drum) เป็นโลหะวงกลมยึดติดกับดุมล้อ หมุนไปพร้อมล้อ และชุดฝักเบรค ซึ่งประกอบด้วยผ้าเบรค กลไกปรับตั้งเบรค สปริงดึงกลับ และลูกสูบปั้มเบรค ซึ่งสายน้ำมันเบรค ก็จะมาเชื่อมต่อกับตัวลูกสูบนี่แหละ ในการดันผ้าเบรคให้ไปเสียดทานกับดรัม เพื่อให้เกิดความฝืด

ดรัมเบรค
เป็นอุปกรณ์เบรคมาตรฐาน สำหรับรถยนต์ รุ่นเก่าหน่อย ต่อมาเมื่อมีการใช้ดิสก์เบรคกันมากขึ้น ก็จะเห็น ระบบดิสก์เบรคสำหรับล้อคู่หน้า และดรัมเบรคสำหรับล้อคู่หลัง และในปัจจุบัน ก็สามารถเห็นรถยนต์ที่ ติดตั้งดิสก์เบรคมาทั้ง 4 ล้อ แต่อย่างไรก็ตาม การจะใช้ระบบเบรคแบบดิสก์ หรือดรัมนั้น ขึ้นอยู่กับการ ออกแบบ ระบบของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรุ่นอยู่แล้ว เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดี

qa_break_01

3. ระบบช่วยผ่อนแรงการเหยียบเบรก

อุปกรณ์ช่วยผ่อนแรงในการเหยียบเบรก คือ หม้อลมเบรก (Brake Booster) ซึ่งทำงานด้วยสุญญากาศ (Vacuum) ภายในหม้อลมเบรกจะมีแผ่นไดอะเฟรมอยู่ และที่ตัวหม้อลมเบรกนี้เอง จะมีท่อต่อออกไป เชื่อมต่อกับท่อไอดี เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ก็จะดูดเอาอากาศที่ท่อไอดีเข้าไปเผาไหม้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หม้อลมเบรก ถูกดูดอากาศไปใช้งานด้วย ความดันอากาศในหม้อลมเบรก จึงต่ำลงเข้าใกล้ระดับสุญญากาศ เมื่อผู้ขับรถต้องการชะลอความเร็ว หรือหยุดรถ ก็จะเหยียบลงบนแป้นเบรก แกนเหล็กที่ติดตั้งอยู่บนแกนแป้นเบรก ก็จะเคลื่อนที่ไปดันให้วาล์วอากาศของหม้อลมเบรกเปิดออก ทำให้อากาศภายนอกไหลเข้าสู่หม้อลมเบรกอย่างเร็ว ก็จะไปดันเอาแผ่นไดอะเฟรมที่ยึดติดกับแกนกดแม่ปั๊มเบรก ให้เคลื่อนที่ไปดันลูกสูบในแม่ปั๊มเบรก พร้อมๆ กับแรงเหยียบเบรกของผู้ขับรถด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ขับรู้สึกว่าเหยียบเบรกด้วยความนุ่มนวล ซึ่งเมื่อผู้ขับคืนเท้าออกจากแป้นเบรกอีกครั้ง แป้นเบรกก็จะกลับสู่ตำแหน่งเดิม พร้อมด้วยวาล์วอากาศของหม้อลมเบรกก็ปิดลง อากาศที่หม้อลมเบรกก็ยังคงถูกดูดออกไปใช้งานอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าเครื่องยนต์จะดับ

ในกรณีที่เครื่องยนต์ดับ ภายในหม้อลมเบรก ก็ยังคงมีสภาพเป็นสุญญากาศ อยู่ดังนั้น หลังจากที่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน เรายังคงเหยียบเบรกได้อย่างนุ่มนวล อีกเพียงแค่ 2-3 ครั้ง เพราะอากาศด้านนอกหม้อลมเบรก ก็จะเข้าไปอยู่ในหม้อลมเบรก ในขณะที่ไม่มีการดูดเอาอากาศภายในหม้อลมเบรกไปใช้งาน (เพราะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ไม่มีการดูดไอดีไปใช้งาน) เมื่ออากาศเข้าไปบรรจุอยู่ในหม้อลมเบรกจนเต็ม ก็ไม่มีแรงจากหม้อลมเบรก มาช่วยดันลูกสูบในแม่ปั๊มเบรก ทำให้ผู้ขับจะต้องออกแรงเหยียบเบรกมากขึ้นไปด้วย

brakesysguide_resize

4. ชนิดของผ้าเบรก

ผ้าเบรกเป็นอุปกรณ์สร้างแรงเสียดทาน โดยการกดเข้ากับดิสก์ หรือ ดรัมเบรกสามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
1. แบบแร่ใยหินแอสเบสตอส เมื่อเบรกจะเป็นผงสีขาว สร้างมลพิษ และทำงานได้ไม่ดีในความร้อนสูงหรือเปียก เงียบ (สมัยก่อน)
2. แบบแกรไฟต์และคาร์บอน เมื่อเบรกจะมีผงสีดำทำงานได้ดีในความร้อนสูงและเปียก

คุณสมบัติของผ้าเบรกที่ผลิตจากสารแร่ใยหิน
ข้อดี
• เป็นผ้าเบรกที่มีค่าแรงเสียดทานสูง
• เป็นผ้าเบรกที่มีเนื้อนุ่ม จึงมีโอกาสเกิดเสียงต่ำ
• หาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูก
ข้อเสีย
• ทนความร้อนได้ต่ำ อาจเกิดอาการเฟด หรือ เบรกลื่นเมื่อใช้งานหนัก
• เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์และก่อให้เกิดมะเร็งในปอด
• สึกหรอไวเพราะผ้าเบรกมีเนื้อนุ่ม
• ระยะเบรกแปรผันตามอุณหภูมิ

คุณสมบัติของผ้าเบรกที่ไม่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน
ข้อดี
• มีความสามารถทนความร้อนได้สูงกว่าแร่ใยหิน
• ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อเสีย
• ต้นทุนการผลิตสูง

break06

5. เกรดผ้าเบรก

เกรดมาตรฐาน (S-Standard)
ใช้กับรถยนต์ทั่วไป ยกเว้นรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถสปอร์ต ส่วนผสมของเนื้อผ้าเบรกสร้างความฝืดได้ง่าย เนื้อผ้าเบรกนิ่ม สามารถลดความเร็วได้ทันที ไม่ต้องการการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ทำงานได้ดีเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง หรือในขณะที่มีความร้อนสะสมไม่สูงนัก แต่อาจลื่นหรือไม่ได้ง่ายเมื่อต้องเบรกบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง หรือเบรกในช่วงความเร็วสูงอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่รถยนต์ทั่วไปถูกกำหนดให้ใช้ผ้าเบรกเกรด S เพราะส่วนใหญ่ยังต้องมีการใช้งานในเมือง หรือมีการใช้ความเร็วไม่จัดนัก แม้จะขับเร็วบ้างหรือกระแทกเบรกแรงๆ บ้าง แต่ก็ไม่บ่อย จึงถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง

เกรดกลาง (M-Medium-Metal)
รองรับการเบรกในช่วงความเร็วปานกลาง-สูงได้ดี เพิ่มความทนทานต่อความร้อนโดยตรง และความร้อนสะสมในการเบรกสูงขึ้นกว่าผ้าเบรกเกรด S แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี เพราะเนื้อผ้าเบรกยังไม่แข็งเกินไป ไม่ต้องอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ส่วนมากจะมีส่วนผสมของโลหะอ่อน หรือวัสดุที่สามารถสร้างแรงเสียดทานเมื่อมีความร้องสูงได้ดี มีความแข็งปานกลาง เนื้อของผ้าเบรกอาจเป็นสีเงาจากผงโลหะที่ผสมอยู่รถยนต์ทั่วไป

ถ้าผู้ขับเท้าขวาหนัก ก็สามารถเลือกใช้ผ้าเบรกเกรด M แทนเกรด S เพราะยังสามารถรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบและทุกช่วงความเร็ว โดยอาจมีจุดด้อยด้านประสิทธิภาพการเบรกในช่วงที่ผ้าเบรกยังเย็นอยู่ และราคายังแพงกว่า

เกรดกึ่งแข่ง (R-Racing)
เป็นผ้าเบรกเกรดพิเศษ ซึ่งถูกผลิตเพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูง-รถแข่ง เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง หรือมีความร้อนสะสมที่ผ้าเบรกจากการเบรกถี่ ๆ และรุนแรง เนื้อของผ้าเบรกเกรดนี้มักจะมีการผสมของผงเนื้อโลหะไว้มาก การใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำจึงต้องมีการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน และเบรกหยุดได้ระยะทางยาวกว่าผ้าเบรกเนื้อนิ่ม ส่วนในช่วงความเร็วสูง ร้อนแค่ไหนก็ลื่นและไหม้ยาก ผ้าเบรกเกรดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป ยกเว้นรถสปอร์ต หรือรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง

break08

6. สาเหตุของเบรกเสีย หรือ อายุสั้น

  • หมดอายุการใช้งาน (เบรกหมด)
  • ขาดการดูแลรักษา (น้ำมันเบรก, การทำความสะอาดเบรก, กระบอกเบรก และลูกยาง)
  • อุปนิสัยของผู้ขับขี่ มีการเหยียบเบรกบ่อยเกินความจำเป็น เบรกกะทันหัน
  • ระบบเบรกขาดการหล่อลื่น
  • น้ำหนักบรรทุกมากเกินไป ทำให้เบรกถูกใช้งานอย่างหนัก
  • ผิวหน้าจานเบรกไม่เรียบ ทำให้เบรกสึกไม่เท่ากัน
  • สภาพภูมิประเทศ ที่เป็นทางลาดชัน ทำให้เบรกถูกใช้งานมากกว่าปกติ
  • สปริงเบรกหรือระบบไฮดรอลิคของแม่ปั๊มเบรกบกพร่อง ทำให้ผิวหน้าเบรกเสียดสีกับจานเบรกตลอดเวลา
  • ลูกสูบเบรกติดไม่คืนตัว ทำให้เบรกเสียดสีกับจานเบรกตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนแฝงในน้ำมันเบรก และเกิดสนิมในระบบ
  • สปริงเบรกมือหรือสายเบรกมือเสื่อมสภาพ ทำให้เบรกเสียดสีกับจาน

7. สาเหตุที่ทำให้เบรกดัง

  • ฝุ่น ทำให้หน้าสัมผัสของจานเบรกและผ้าเบรกไม่สม่ำเสมอ จะมีลักษณะเสียงแหลม การแก้ไขสามารถทำได้โดยเหยียบเบรกลงลึก ๆ แต่ไม่ต้องแรง ประมาณ 3-4 ครั้ง หรือเสริมแผ่นรองกันดัง
  • ผิวจานไม่เรียบ แก้ไขโดยให้ช่างผู้ชำนาญ ทำการเจียรจาน
  • เสียงเตือน เบรกใกล้หมด มีการเสียดสีกับจานเบรก การแก้ไขคือเปลี่ยนดิสก์เบรกใหม่ เพื่อป้องกันแผ่นเหล็กรองหลังดิสก์เบรกจะเสียดสีทำลายจานเบรก
  • การสั่นสะเทือนของจานเบรก สาเหตุเนื่องจากชิ้นส่วนโลหะมีความฝืด แก้ไขโดยทาจาระบีทนความร้อน แต่ห้ามทาบนผิวสัมผัส ของจานเบรกกับผ้าเบรก
  • ดิสเบรกหลวม ทำให้หน้าสัมผัสไม่สม่ำเสมอ แก้ไขโดยทำให้ดิสก์เบรกกระชับแน่นกับเสื้อให้มากที่สุด โดยอาจใช้อุปกรณ์ช่วยยึด
  • เกิดจากเบรกบางรุ่น เนื่องจากมีการพัฒนาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของเบรกให้สูงขึ้น ทำให้หน้าสัมผัสที่เป็นโลหะ เกิดการสั่นสะเทือนและมีคลื่นเสียงออกมา ซึ่งไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

8. การตรวจระบบเบรก

break09

• จุดสำคัญในการตรวจเช็คระบบเบรก
1. น้ำมันเบรก จุดสำคัญที่มักถูกมองข้าม น้ำมันเบรกมีคุณสมบัติดูดความชื้นไว้ได้ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกต่ำลง และก่อให้เกิดสนิม
2. ระบบดิสก์เบรก ล้างทำความสะอาด สลักเลื่อน หัวไล่ลม หล่อลื่นด้วยจาระบีเพื่อป้องกันสนิม และการตายตัวของสลัก ตรวจสอบลูกสูบดิสก์เบรกให้ทำงานเป็นปกติ ตรวจสภาพยางดิสเบรก และยางกันฝุ่นว่าไม่ฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ
3. ระบบดรัมเบรก ล้างทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ตรวจสภาพยางกันฝุ่นที่ล้อ และกระบอกเบรก ระบบเบรกมือ สายเบรกมือควรได้รับการหล่อลื่นด้วยจาระบี เพื่อให้คล่องตัว
4. แม่ปั๊มเบรก ควรตรวจสภาพ ทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นละออง และสนิม

• การตรวจระบบเบรก หลังฤดูฝน มีความจำเป็นมาก เนื่องจากหลังการผ่านการลุยน้ำ มักจะพอาการผิดปกติกับระบบเบรกของรถยนต์ ดังนี้
1. ระบบเบรกฝืด ไม่คล่องตัว เกิดจากความสกปรกของดินโคลนที่ติดกับก้านสลักเลื่อนดิสเบรก และภายในจานเบรก ซึ่งการล้างรถโดยปกติ ไม่สามารถทำได้ทั่วถึง
2. ชิ้นส่วนเสื่อมเนื่องจากเกิดสนิม เช่น ลูกสูบเบรก แม่ปั๊มเบรก และกระบอกเบรก
3. เบรกจม เกิดจากความชื้นเข้าไปปะปนกับน้ำมันเบรก ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลงจากปกติ เมื่อเกิดความร้อนจากการเบรก น้ำมันเบรกจึงเดือดเป็นฟองได้ง่าย เมื่อฟองเข้าสู่ระบบเบรกจึงเกิดอาการเบรกจม
4. การเสื่อมสภาพของลูกยางเบรกหรือยางกันฝุ่น เกิดจากการเปลี่ยนสภาพอากาศมีผลให้น้ำมันเบรกรั่วซึม

9. น้ำมันเบรก

break07

ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดแรงดันจากแม่ปั๊มตัวบนไปยังกระบอกเบรกทุกล้อเพื่อให้เกิดการเบรก มีมาตรฐานอยู่หลายระดับ แต่ที่ปัจจุบันนิยมกันคือ DOT4 โดยแต่ละระดับต่างกันที่จุดเดือด โดยห้ามเติมหรือผสมข้ามยี่ห้อหรือข้าม DOT เพราะไม่สามารถทราบได้เลยว่าอาจจะมีปฏิกิริยาทางลบต่อกันหรือไม่

มาตรฐาน DOT

No. จุดเดือด (องศาเซลเซียส) จุดเดือดชื้น (องศาเซลเซียส) ความเหมาะสมในการใช้งาน
DOT 3 205-230 140-150 ขับขี่ทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่ในเมือง
DOT 4 230-260 155-180 ภูมิอากาศชื้น ฝนตกบ่อย ขับรถเร็ว หรือเดินทางไกลบ่อย ๆ
DOT 5 มากกว่า 260 มากกว่า 180 ขับรถขึ้นลงเขา ทางลาดชันบ่อย ๆ

คุณสมบัติที่ดีของน้ำมันเบรก
• จุดเดือด (Boiling Point) เมื่อมีการเบรกจะทำให้เกิดความร้อนขึ้น เนื่องจากการเสียดสีกันของผ้าเบรกกับจานเบรก ปัจจุบันน้ำมันเบรกจะมีค่าจุดเดือดสูงกว่า 200 ํC หรือมีค่าจุดเดือดสูงกว่าน้ำ 2 เท่า ส่วนใหญ่จะผลิตจากสารอีเทอร์ (Ether) และ ไกลคอล (Glycol) ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถดูดซับน้ำและไอน้ำในอากาศได้ดีเป็นพิเศษ โดยเข้าทางท่อยาง ข้อต่อ รูหายใจของกระบอกน้ำมันเบรก ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง และทำให้เกิดฟองอากาศหรือ วาเปอร์ล็อค (Vapour Lock) ขึ้นในระบบเบรกทำให้เกิดอาการเบรกหาย หรือเบรกต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการขับรถ
• ไม่ทำปฏิกิริยาต่อซีลยาง (Rubber Swelling) คือ ต้องไม่ทำอันตรายต่อซีลยาง และท่อยาง ไม่ทำให้ซีลยางแข็งตัวหรืออ่อนตัว ที่สำคัญต้องไม่ทำให้ซีลยางหดตัว หรือขยายตัวเกินขนาด ซึ่งทำให้ระบบเบรกเกิดการรั่วไหลหรือซึมได้ง่าย
• ไม่กัดกร่อนโลหะ (Corrosion) คือ ไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง ทองเหลือ หรือ อลูมิเนียม เพราะน้ำมันเบรกเมื่อดูดซับน้ำหรือไอน้ำในอากาศเข้ามาในระบบเบรก ทำให้ไอน้ำหรือน้ำมีโอกาสทำปฏิกิริยากับโลหะได้ง่าย
• ช่วยหล่อลื่น (Lubrication) คือ ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนไหว และลดแรงเสียดทานโดยเฉพาะในขณะที่มีอุณหภูมิสูง ๆ ฟิล์มน้ำมันเบรกจะแตกตัวหรือบางมาก
• สามารถปนกันได้ (Compatibility) คือ สามารถผสมกันได้ระหว่างน้ำมันเบรกที่ผลิตจากประเภทเดียวกัน และมีมาตรฐานเดียวกัน

ข้อควรปฏิบัติกับน้ำมันเบรก
ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกให้เป็นระยะ ตามปกติเรามักแนะนำให้ เปลี่ยนทุกๆ 1 ปี (หรือ 25,000 กิโลเมตร) จะช่วยป้องกันสนิมในระบบเบรก ยิ่งเป็นระบบเบรก ABS ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพสูงเป็นการประกันความปลอดภัย และไร้กังวลกับการซ่อมที่มีราคาแพง

10. การปรับเตรียมสภาพผ้าเบรกใหม่

break02

หลังการติดตั้งผ้าเบรกใหม่ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเบดดิ้งอิน ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
1. ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ ชม.
2. เหยียบเบรกเบาๆ จนถึงปานกลางจนกระทั่งรถมีความเร็วเหลือประมาณ 10 กม./ ชม.
3. ทำซ้ำขั้นตอนข้อ 1 และ 2 อย่างน้อย 10 ครั้งโดยแต่ละครั้งใช้ระยะทางประมาณ 300 เมตร
*แต่ห้ามเบรกด้วยความเร็วสูงเพราะจะทำให้ผิวผ้าเบรกไหม้หรือเบรกไหม้และเบรกไม่อยู่

11. ระบบเพื่อความปลอดภัยเสริม

  • ระบบกระจายแรงดันเบรค Electronic Breaking Distribution (EBD) ระบบกระจายแรงดันเบรค EBD นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรคอย่างเต็มที่ โดยการส่งระดับความแรงเบรกไปยังแต่ละล้ออย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในลักษณะดังกล่าวนี้ ช่วยให้เกิดสมดุลย์ในการเบรกทั้งล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ล้อฝั่งซ้ายและล้อฝั่งขวา
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน (Emergency Breaking Assistant (EBA) เมื่อผู้ขับขี่มีการหยุดรถอย่างกะทันหัน ระบบ EBA จะช่วยเพิ่มแรงดันเบรกโดยอัตโนมัติทันที เพื่อประสิทธิภาพการเบรกสูงสุด ช่วยร่นระยะเบรก และเพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบช่วยเบรกยามฉุกเฉิน (EBA) ควบคู่ไปกับช่วงล่างหน้าแบบปีกนก และหลังแบบมัลติอาร์ม ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและปลอดภัยยิ่งขึ้น

12. ข้อควรระวังและการบำรุงรักษาระบบเบรก

1. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก ทุก ๆ 25,000 กิโลเมตร
2. ห้ามนำน้ำมันเบรกที่ถ่ายออกแล้วกลับมาใช้ใหม่
3. ถ้าน้ำมันเบรกหกรถสีให้รีบล้างออกทันที
4. การไล่ลมเบรกต้องแน่ใจว่ามีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเบรกของรถรุ่นนั้นดี จึงจะสามารถปฏิบัติการไล่ลมได้
5. ห้ามใช้น้ำมันเบรกแทนน้ำมันหล่อลื่น หรือจาระบีโดยเด็ดขาด
6. น้ำมันเบรกที่ทำจากน้ำมันแร่ สามารถใช้กับรถบางยี่ห้อหรือตามที่บริษัทผู้ผลิตรถกำหนดเท่านั้น
7. น้ำมันเบรกที่ผลิตจากสารเคมีชนิดเดียวกัน มีมาตรฐาน SAE หรือ DOT ระดับเดียวกัน สามารถรวมกันได้
8. จาระบีที่ใช้ทาซีลยางในระบบเบรก ต้องทำมาจากน้ำมันพืช (Vegetable Oil) เท่านั้น
9. ห้ามนำน้ำมันเบรกที่มีมาตรฐานและสารที่นำมาผลิตต่างชนิดกันผสมกัน

Leave a Reply

Scroll To Top