Home / ความรู้ทั่วไป / เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “โช้คอัพ (Shock Absorber)” พร้อมวิธีการเลือกซื้อ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “โช้คอัพ (Shock Absorber)” พร้อมวิธีการเลือกซื้อ

Shock Absorber-3

ความรู้เกี่ยวกับโช้คอัพ (Shock Absorber) หน้าที่ของโช้คอัพ ประโยชน์ของโช้คอัพ โช้คอัพแก๊ส เปรียบเทียบระหว่างโช้คอัพแก๊สและโช้คอัพน้ำมัน  อายุการใช้งานของโช้คอัพ อาการที่แสดงว่าควรเปลี่ยนโช้คอัพ สาเหตุที่โช้คอัพเสีย สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกซื้อโช้คอัพ…

1. โช้คอัพ (Shock Absorber)

โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ และยังทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของตัวถังรถยนต์ เพื่อให้ล้อรถสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลาขณะรถวิ่ง โช้คอัพเป็นอุปกรณ์ไฮดรอลิคที่หน่วงการเคลื่อนที่ ขึ้น-ลง ของตัวรถยนต์โดยการควบคุมการยุบและการสั่นของสปริง หรือแหนบ โดยจะเปลี่ยนการสั่นสะเทือน จากพลังงานกล เป็นพลังงานความร้อน

Shock Absorber-6

2. หน้าที่ของโช้คอัพ

  • ดูดซับการสั่นของสปริง ทำให้การเด้ง ขึ้น-ลง หรือการเต้นของตัวรถยนต์ ลดน้อยลง
  • ทำให้การสั่น หรือการเต้นของน้ำหนัก ที่สปริงไม่ได้รองรับ เช่น ล้อ,เพลาล้อ, ตัวห้ามล้อ ฯลฯ ลดน้อยลง

3. ประโยชน์ของโช้คอัพ

  • ความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ – ทำให้เกิดความนิ่มนวลขณะขับขี่
  • ความปลอดภัยของผู้ขับขี่ – รถทรงตัวดี , ลดการโคลงเคลงของตัวรถ
  • ความประหยัด – ลดการสึกหรอของยาง , ระบบรองรับและระบบบังคับเลี้ยว

Shock Absorber-8

4. โช้คอัพ แบ่งตามสื่อการทำงานได้ 2 ระบบคือ

  • โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพชนิดนี้ใช้น้ำมันไฮดรอลิคเป็นตัวทำงานให้เกิดความหนืดเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ทำงานน้ำมันไฮดรอลิค จะไหลผ่านวาล์วภายในลูกสูบจึงทำให้เกิดฟองอากาศขึ้นภายในน้ำมันไฮดรอลิค ฟองอากาศของน้ำมันจะทำให้โช้คอัพทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับรถที่ต้องใช้ความเร็วสูง เพราะถ้าฟองอากาศแตกจะทำให้โช้คอัพเกิดการขาดช่วงการทำงานในช่วงสั้นๆ
  • โช้คอัพแก็ส คือ โช้คอัพที่อาศัยการทำงานร่วมกัน ระหว่างแก๊สไนโตรเจน และ น้ำมันไฮดรอลิค มีหลักการทำงานคือ เมื่อโช้คอัพได้รับแรงสะเทือนจากพื้นถนน ลูกสูบของโช้คอัพ จะเลื่อนตัวลงมาด้านล่างของกระบอกลูกสูบ ทำให้น้ำมันไฮดรอลิคที่บรรจุในกระบอกสูบ ไหลผ่านวาล์วขึ้นไปห้องน้ำมันด้านบน และน้ำมันอีกส่วนไหลผ่านวาลว์ ด้านล่างเข้าไปในห้องน้ำมันสำรอง ขณะเดียวกันน้ำมันในห้องน้ำมันสำรอง จะทำการอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน เมื่อแก๊สมีแรงดัน ก็จะดันน้ำมันไฮโดรลิคที่อยู่ในห้องน้ำมันสำรอง กลับเข้าสู่กระบอกสูบดังเดิมโดยในขณะเดียวกัน แรงดันที่เกิดขึ้นก็จะทำให้ฟองอากาศแตกตัว

Shock Absorber-7

5. โช้คอัพแก๊ส

  • โช้คอัพแก๊สแรงดันต่ำ ( LOW-PRESSURE GAS SHOCK ABSORBER ) โช้คอัพแก๊สแบบนี้ จะมีลักษณะเหมือนโช้คอัพไฮดรอลิคทั่ว ๆ ไป แต่จะถูกบรรจุแก๊สไนโตรเจน (NITROGEN GAS) ซึ่งเป็นแก๊สแรงดันต่ำ ไว้ภายในส่วนบนของห้องน้ำมันสำรอง ซึ่งจะอัดไว้ด้วยแรงดันประมาณ 10 – 15 กก./ ตารางซม. หรือ 142 – 213 ปอนด์/ ตารางนิ้ว
  • โช้คอัพแก๊สแรงดันสูง ( HI-PRESSURE GAS SHOCK ABSORBER ) โช้คอัพแก๊สแรงดันสูงนี้ จะมีลักษณะต่างจากโช้คอัพแรงดันต่ำคือ โครงสร้างภายในตัวของโช้คอัพ จะมีน้ำมันเพียงห้องเดียว โดยจะไม่มีห้องน้ำมันสำรอง ภายในกระบอกสูบ จะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิคไว้ด้านบนของกระบอกสูบ และจะอัดแก๊สไนโตรเจน ซึ่งเป็นแรงดันต่ำไว้ด้านล่างของกระบอกสูบ โดยจะรักษาแรงดันของแก๊สไว้ ด้วยแรงดันประมาณ 20-30 กก/ตารางซม. หรือประมาณ 284-427 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว โดยจะมีลูกสูบที่เคลื่อนที่ได้ (FLOATING PISTON) เป็นตัวขั้นระหว่างน้ำมันไฮดรอลิคกับแก๊สไนโตรเจน

6. เปรียบเทียบระหว่างโช้คอัพแก๊สและโช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพแก็ส

  • ทำให้ขับขี่ได้ดีบนถนนทางเรียบ
  • ใช้กับงานเบา หรือ รถที่ใช้งานน้อย
  • ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่าบนทางเรียบ
  • หากน้ำมันถูกทำให้ร้อนมาก ประสิทธิภาพการดูดซับจะลดลง • สามารถขับขี่บนพื้นถนนที่ขรุขระ ถิ่นทุรกันดารได้ดีเยี่ยม
  • สามารถใช้กับงานหนัก หรือ งานที่ต้องการความสมบุก สมบันในการขับขี่
  • โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าน้ำมัน

Shock Absorber-5

7. อายุการใช้งานของโช้คอัพ

โช้คอัพ มีอายุการใช้งานนานเท่าไร ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานและวิธีการติดตั้งที่ถูกต้องสมบูรณ์ โดยปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 80,000 กิโลเมตร แต่มีการแนะนำให้ตรวจสอบโช้คอัพทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร และให้เปลี่ยนทุก ๆ 60,000 กิโลเมตร และยังพบว่ารถยนต์ 1 ใน 4 คันที่เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถยนต์จะพบโช้คอัพชำรุด

8. อาการที่แสดงว่าควรเปลี่ยนโช้คอัพ

  • ลองกดรถยนต์ด้านหน้าแล้วปล่อย ถ้ารถยนต์มีอาการเด้งขึ้นลงหลายๆครั้งแสดงว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพแล้ว โช้คอัพที่ดีเมื่อออกแรงกดจะยุบตัว และคืนตัวเป็นระดับปกติทันทีโดยไม่มีการเด้งขึ้น ลงหลายครั้ง
  • สังเกตรอยรั่วของน้ำมัน โดยตรวจเช็คบริเวณซีลโช้คอัพ ถ้ามีคราบน้ำมันเปรอะเปื้อนบริเวณแกนโช้คอัพ แสดงว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น
  • ตัวโช้คอัพเกิดรอยบุบ มีการบิดเบี้ยวของกระบอกโช้ค หรือแกนโช้คมีอาการคดงอ
  • บริเวณหน้ายางของรถยนต์สึกไม่สม่ำเสมอเป็นบั้ง ทั้งที่ตั้งศูนย์ล้อถูกต้องแล้ว
  • หลังจากใช้งาน เมื่อจอดรถให้ใช้มือสอดเข้าไปสัมผัสกับกระบอกโช้คอัพทันที ถ้ากระบอกโช้คอัพมีความร้อน แสดงว่าโช้คอัพยังสามารถใช้งานได้อยู่ แต่ถ้าสัมผัสแล้วกระบอกโช้คอัพมีอุณหภูมิปกติ แสดงว่าโช้คอัพไม่มีการทำงาน
  • ขณะเริ่มออกตัวโดยใช้ความเร็วปกติ ถ้าหน้ารถเชิดขึ้น และขณะเบรกที่ความเร็วต่ำหน้ารถทิ่มลง แสดงว่าโช้คอัพเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
  • มีอาการกระเด้งกระดอนขึ้นลง เมื่อรถวิ่งผ่านเนินเล็กๆ หรือคอสะพาน ขณะขับขี่นั้นมีความรู้สึกว่ารถยนต์สั่นไม่นิ่มนวล
  • เมื่อรถวิ่งความเร็วสูง (80กม./ชม.) เมื่อถูกลมปะทะด้านข้าง รถจะเสียการทรงตัวไปจากทิศเดิมมากผิดปกติ

Shock Absorber-1

9. สาเหตุที่โช้คอัพเสีย

  • การกระแทกอย่างรุนแรง เนื่องจากเมื่อโช้คอัพมีการแตกหรือรั่วซึม โช้คอัพจะไม่สามารถหน่วงการยืดหรือยุบตัวของสปริงได้เมื่อล้อบดทับบนก้อนกรวดหรือตกหลุมสปริงจะมีการยุบ-ยืดตัว อย่างเต็มที่จนสุดระยะยุบ เป็นผลให้เกิดการกระแทกของชิ้นส่วน
  • ควบคุมรถยาก เพราะโช้คอัพไม่สามารถควบคุมสปริงได้ ทำให้ช่วงล่างรถยนต์เต้นจนลอยจากพื้นถนน ถ้าเกิดในขณะที่ขับรถเข้าโค้ง แม้ว่าโช้คอัพจะเสียเพียงข้างเดียว ผลที่เกิดขึ้นก็จะทำให้สมดุลการทรงตัวของรถทั้งคันเสียไป เป็นเหตุให้การใช้รถไม่ปลอดภัย
  • ยางสึกผิดปกติ เป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าเกิดการผิดปกติที่โช้คอัพได้เช่นกัน โดยการสึกจากโช้คอัพชำรุดยางจะมีลักษณะเป็นหลุม ๆ สึกเป็นช่วง ๆ
  • สปริงทรุด การขืนใช้โช้คอัพที่ชำรุดจะทำให้ช่วงล่างทั้งระบบเกิดการสึกหรอตามกันไป โดยเฉพาะสปริง เนื่องจากโช้คอัพไม่สามารถควบคุม ป้องกันการเคลื่อนที่ที่ผิดปกติของสปริงได้

10. สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกซื้อโช้คอัพ

  • นอกจากยี่ห้อ ราคา ประเภทของโช้คอัพแล้ว ยังต้องคำนึงถึง “ช่วงชัก” หรือระยะการยืด-ยุบของตัวโช้คอัพ สิ่งต่อมาที่ต้องคำนึงถึง คือ ลักษณะของ “หูโช้ค” เพราะอาจมีเหมือนกันที่ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้เพราะหูโช้คอัพคนละแบบกัน โดยหูโช้คอัพที่มีใช้กันอยู่จะมี 5 แบบ วิธีการที่ดีที่สุดคือการถอดเอาของเดิมไปเทียบ เพราะส่วนใหญ่แล้วหูโช้คอัพด้านบนกับด้านล่างจะไม่เหมือนกัน
  • โดยเฉพาะในช่วงล่างด้านหน้าของรถกระบะคือ “ความโตของกระบอกโช้คอัพ” เพราะรถกระบะส่วนใหญ่ใช้ช่วงล่างแบบปีกนกคู่ โช้คอัพมักจะเสียบอยู่ระหว่างกลางปีกนกบน ถ้าเลือกโช้คอัพที่กระบอกใหญ่เกินพอดี เวลาที่ปีกนกเคลื่อนที่ โช้คอัพจะเสียดสีหรือกระทบกระแทกกับปีกนก เป็นเหตุให้โช้คอัพทำงานไม่สมบูรณ์และชำรุดก่อนเวลาอันควร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Scroll To Top