Home / ยี่ห้อรถยนต์ / McLaren / McLaren GT เผยโฉมรถแข่งซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด 650S GT3

McLaren GT เผยโฉมรถแข่งซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด 650S GT3

BC0F94F984640E75F6D1B6ED452A51D7

– นวัตกรรมใหม่รุ่น GT3 มอบความปลอดภัยที่เหนือกว่าและการควบคุมอันเฉียบคมสูงสุด
– ใช้เทคโนโลยี CFD เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมการระบายความร้อนที่ดีกว่า
– ผลิตจำนวนจำกัดสำหรับเปิดตัวในการแข่งขันปี 2015 เท่านั้น
– เจ้าของรถรุ่น 12C GT3 สามารถนำรถมาอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ในการแข่งขัน

แม็คลาเร็น จีที (McLaren GT) เผยรายละเอียดซูเปอร์คาร์สำหรับสนามแข่งรุ่นล่าสุด แม็คลาเร็น 650S GT3 โดยเปิดตัวให้แฟนๆ และสื่อมวลชนทั่วโลกได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกแล้ว ในงาน Goodwood Festival of Speed 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรถแข่งซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดที่จะใช้ประลองความเร็วในฤดูกาลแข่งขันปี 2015 ของทัวร์นาเม้นท์ GT3 ทั่วโลก ซึ่ง แม็คลาเร็น 650S GT3 นี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น 12C GT3 ที่ทำให้แม็คลาเร็นสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำในการแข่งขันตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมา

เนื่องจากรุ่น 12C GT3 เคยกวาดถ้วยรางวัลมาแล้วมากมายทั่วโลก ทำให้การออกแบบรุ่น 650S GT3 ถือเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง และนั่นคืออีกวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์รถแข่งรุ่นนี้ โดยรุ่น 650S GT3 ถือเป็นยานยนต์ GT3 เจเนอเรชั่นที่ 2 ของแม็คลาเร็นที่เสริมความดุดันหากยังคงความโดดเด่นเช่นเดียวกับรุ่น 12C GT3 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการแข่งขันฤดูกาลที่ 3 อันเข้มข้น โดยในปัจจุบัน รุ่น12C GT3 ทำสถิติครองตำแหน่งแชมเปี้ยน 3 อันดับ คว้าชัยนะ 51 ครั้ง และขึ้นแท่น 71 ครั้ง และยังคงทำสถิติอย่างต่อเนื่องตลอดทุกสัปดาห์ ล่าสุดสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำในรายการแข่งขันอันดุเดือดอย่าง Blancpain Endurance Series และ GT Asia Championship

แม็คลาเร็น 650S GT3 ยังคงใช้โครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเช่นเดียวกับรุ่น 650s ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตอย่าง CFD (Computational Fluid Dynamics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ถูกออกแบบให้มีตัวสปลิตเตอร์ดีไซน์สุดเท่และช่องดักอากาศขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณด้านหน้า ซึ่งลงตัวเป็นอย่างดีกับดีไซน์คลาสสิกในแบบฉบับของแม็คลาเร็น ทำให้ 650S GT3 มาพร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยวที่จะสะกดทุกสายตา ตัวรถด้านข้างตกแต่งรอบช่องดักอากาศด้วยแถบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบารุ่นใหม่เพื่อช่วยดักอากาศได้มากยิ่งขึ้น ส่วนปีกท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ทำงานร่วมกับตัวสปลิตเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อช่วยในการกระจายลมตลอดทั้งตัวรถอย่างเหมาะสม ทั้งยังทำให้ 650S GT3 มีความโดดเด่นและพร้อมประกาศชัยอย่างสง่างามในทุกสนามแข่ง

ยานยนต์ 650S GT3 ได้รับการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมอบ “ประสบการณ์แห่งประสาทสัมผัสที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในการขับขี่” เช่นเดียวกับรุ่นสำหรับวิ่งบนท้องถนน หากได้รับการเสริมศักยภาพด้านระบบกันสะเทือน เพิ่มความกว้างช่วงล้อ และปรับแต่งระบบให้ทันสมัย เพื่อยกระดับการขับขี่ที่เฉียบคมและผสานประสาทสัมผัสของนักขับให้เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ในการแข่งขันสนาม GT อันแสนเร้าใจ นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังนำข้อมูลการแข่งขันจากปีก่อนๆ และข้อคิดเห็นจากทีมนักแข่งมาใช้ในการเสริมความทนทานของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการแข่งขันในระยะเวลานานมากยิ่งขึ้น

การออกแบบและพัฒนายานยนต์ 650S GT3 ยังให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ซึ่งทีมวิศวกรประสบความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์รถรุ่นนี้ด้วยชิ้นส่วนและอะไหล่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยในการยืดระยะการดูแลเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ร่วมกับการออกแบบใหม่หมดทั้งชิ้นส่วนและระบบการขับเคลื่อนเพื่อลดต้นทุนการใช้อะไหล่ สำหรับงานประกอบตัวรถภายนอกถูกปรับปรุงใหม่เพื่อย่นระยะเวลาการดูแลเครื่องบนพิทเลน ทั้งยังช่วยในการกระจายน้ำหนักของตัวรถได้ดีขึ้นจากการใช้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม

ความปลอดภัยและความประณีตที่เหนือระดับ
แม็คลาเร็น 650S GT3 เพิ่มระดับความปลอดภัยของห้องโดยสาร ด้วยช่วงล่างแบบ MonoCell คาร์บอนไฟเบอร์ ผสานโครงส่วนบนที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก FIA ซึ่งใช้วัสดุที่เบากว่ารุ่น 12C GT3 และเป็นงานดีไซน์ใหม่ที่ขยายพื้นที่ห้องโดยสารทั้งส่วนวางเท้าและช่วงบน เพื่อมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าให้แก่นักขับ

อีกหนึ่งจุดเด่นของ 650S GT3 คือความเป็นเลิศในการออกแบบ ความทนทาน และการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ ภายใน 650S GT3 นำเสนอความโฉบเฉี่ยวที่เหนือชั้นด้วยหน้าปัดดิจิตัลสไตล์มอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกับยานยนต์รุ่นก่อน พร้อมพวงมาลัยดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น แม็คลาเร็น เมอร์ซีเดส ฟอร์มูล่า 1 นอกจากนี้ 650S GT3 ยังนำเสนอดีไซน์สุดล้ำทั้งในส่วนของเบาะนั่งรถแข่งสไตล์แม็คลาเร็นที่ผ่านการรับรองจาก FIA มาพร้อมสายรัดเข็มขัดแบบ 6 จุดตามมาตรฐานรถแข่ง โดยเบาะรุ่นใหม่นี้สามารถรองรับสรีระเพื่อเพิ่มความสบายของนักขับด้วยโครงรุ่นใหม่ที่ผลิตโดยการขึ้นรูปจากแม่พิมพ์โดยเฉพาะ

ภาพรวมของห้องโดยสารยังถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสำหรับการพุ่งทะยานมากกว่ารุ่นก่อน ส่วนที่นั่งถูกตรึงกับโครงรถช่วงล่างโดยตรง ในขณะที่พวงมาลัยและกล่องคันเร่งไฟฟ้า (Pedalbox) สามารถปรับตำแหน่งให้อยู่ใกล้นักขับได้มากยิ่งขึ้น ส่วนแผงคอนโซลกลางถูกพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 12C GT3 โดยดีไซน์ให้มีความเรียบง่ายมากขึ้นและเพิ่มแผงสวิตช์ควบคุมแบบเมมแบรนให้ง่ายต่อการใช้งาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเจ้าของรางวัลระดับโลกและระบบระบายความร้อนขั้นสูง
ยานยนต์ 650S GT3 มอบสมรรถนะการขับขี่ที่แรงสุดขีดด้วยเครื่องยนต์แม็คลาเร็น V8 ทวินเทอร์โบ ‘M838T’ ขนาด 3.8 ลิตรรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีรางวัลการันตีคุณภาพ มาพร้อมกล่องควบคุมระบบไฟฟ้า (ECU) ที่พัฒนาโดยแม็คลาเร็นสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะการควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ประสานงานกันอย่างราบรื่นระหว่างการประจุพลังเทอร์โบและการเปลี่ยนเกียร์ โดยใช้ระบบเกียร์แบบ Sequential 6 สปีดใหม่ล่าสุด ให้กำลังเครื่องสูงถึง 500 แรงม้าเช่นเดียวกับรุ่น 12C GT3 ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบด้านการรักษาสมดุลของสมรรถนะเครื่องยนต์ (Balance of Performance – BOP) ของ FIA ทั้งยังสามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้นด้วยช่องดักลมขนาดใหญ่กว่าที่อยู่ภายในกันชนและช่องดักลมด้านข้างที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ออยล์คูลเลอร์กระปุกเกียร์ถูกย้ายตำแหน่งมาติดตั้งที่ช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านข้าง จึงทำให้ช่วงท้ายรถมีความโปร่งและยกระดับประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น

เฉียบคบบนสนามแข่งด้วยการยึดเกาะที่เป็นเยี่ยม
ยานยนต์ 650S GT3 ล้ำหน้าด้วยระบบกันสะเทือนรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ ด้วยช่วงล้อที่กว้างกว่ารุ่น 12C GT3 ถึง 52 มม. ระบบกันสะเทือนช่วงหน้ายังเอื้อในการใช้ยางรถแข่งรุ่นล่าสุดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยในการยึดเกาะถนนและเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนเสริมแรงอากาศพลศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังใช้ล้ออะลูมิเนียมดีไซน์ใหม่แบบ 8 ก้านขนาดใหญ่ขึ้น ด้านหน้าขนาด 12.5 x 18 นิ้วและด้านหลัง 13 x 18 นิ้ว โดยยึดไว้กับเพลาเดียวกันในสไตล์รถแข่ง การประกอบตลับลูกปืนดุมล้อที่ปรับปรุงใหม่และส่วนประกอบระบบกันสะเทือนที่มีอายุการใช้งานนานขึ้น ยังทำให้สามารถดูแลสภาพเครื่องได้ง่ายขึ้น ทั้งยังลดต้นทุนของการบำรุงรักษาได้อย่างมาก

นอกจากการใช้ล้อดีไซน์ใหม่ที่เสริมแรงอากาศพลศาสตร์และควบคุมแรงกดของลมได้ดีขึ้น ระบบเบรกยังได้รับการพัฒนาใหม่ให้เป็นแบบโมโนบล็อค จับคู่คาลิเปอร์ก้ามเบรก 6 สูบด้านหน้ากับด้านหลัง 4 สูบ พร้อมจานเบรกสเปครถแข่ง คือด้านหน้าขนาด 380 x 35 มม และด้านหลัง 355 x 32 มม.
สิทธิ์พิเศษการอัพเกรดรถเพื่อลูกค้าปัจจุบัน
การพัฒนา แม็คลาเร็น 650S GT3 ใช้ข้อมูลส่วนใหญ่จากผลการวิจัยและการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 12C GT3 โดยจะทำการทดสอบยานยนต์ 650S GT3 นี้กับบรรดานักขับตลอดช่วงฤดูร้อน และเริ่มการผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยราคาหน้าโรงงานผลิตจะอยู่ในราว £330,000 บวกภาษี

สำหรับเจ้าของรถยนต์รุ่น 12C GT3 จะได้รับสิทธิประโยชน์ โดยสามารถนำรถมาอัพเกรดได้เหมือนรุ่น 650S GT3 เนื่องจากใช้โครงช่วงล่างและเครื่องยนต์แบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้นักขับรุ่น 12C GT3 คงความได้เปรียบในการแข่งขันรอบที่สองของรายการ GT สิทธิพิเศษนี้ทำให้เจ้าของรุ่น GT3 สามารถใช้รถรุ่นปัจจุบันเข้าประลองความเร็วได้ราว 6 ฤดูกาลโดยเฉลี่ย

ทีมผู้ผลิตวางแผนผลิตตัวอย่างยานยนต์ 650S GT3 จำนวน 15 คัน เพื่อส่งเข้าแข่งขันปี 2015 และด้วยข้อเสนอการอัพเกรดให้แก่เจ้าของรถรุ่น 12C GT3 ทำให้เราอาจได้เห็นรถรุ่นนี้อีก 15 คันในการแข่งขันฤดูกาลถัดไป

ไมค์ เฟลวิทท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็คลาเร็น ออโตโมทีฟ กล่าวว่า “แม็คลาเร็น 650S GT3 คือซูเปอร์คาร์สำหรับการแข่งขันรายการ GT จาก แม็คลาเร็น ออโตโมทีฟ ซึ่งได้รับการเสริมประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านจากการพัฒนาต่อยอดจากรถแข่งรุ่นท็อปของเรา เพื่อให้นักขับผสานเป็นหนึ่งเดียวกับการควบคุมมากยิ่งขึ้น เราใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 3.8 ลิตร และโครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์เช่นเดียวกับรุ่นสำหรับวิ่งบนท้องถนน แต่ได้เพิ่มประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ให้ทะลุขีดสุดซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับสนามแข่ง พร้อมความสามารถอื่นๆ ที่หลากหลาย ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือระดับ ความปลอดภัยขั้นสูง และความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์”

แอนดริว เคิร์กกัลดี้ กรรมการผู้จัดการ แม็คลาเร็น จีที กล่าวว่า “ยานยนต์ 650S GT3 คือการพัฒนาต่อยอดรถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หากเราได้พัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นเลิศในด้านต่างๆอย่างเต็มศักยภาพ อาทิ ประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ที่ตอบโจทย์การแข่งขันได้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งถูกปรับแต่งร่วมกับระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการขับขี่เลยแม้แต่น้อย ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการพัฒนายานยนต์รุ่นนี้ จึงเป็นเรื่องของการย่นระยะเวลาการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างและทำให้นักแข่งสามารถก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นของผู้ชนะได้เลยทีเดียว ตลอดจนการลดต้นทุนการดูแลรถในการแข่งขันและการยืดอายุการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอันพึงปรารถนาของบรรดาทีมนักแข่งขันทุกทีม ด้วยการลดขั้นตอนการซ่อมแซมและการดูแลเครื่องยนต์ให้ง่ายขึ้น รวมถึงการลดต้นทุกและระยะเวลาในการบำรุงรักษา ทำให้ยานยนต์ 650S GT3 ครองความได้เปรียบในสนามแข่งตลอดช่วงการวิ่งที่ยาวนาน พร้อมการย่นระยะเวลาการดูแลเครื่องในช่วงพิทเลนให้กระชับที่สุด”

“ตลอดกระบวนการพัฒนา เราเน้นยกระดับให้ 650S GT3 เป็นยานยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันสนุกสนานเร้าใจและผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนักขับมากที่สุดในการร่วมประลองความเร็วในรายการ GT ทั่วโลก ผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพในหลายๆ ด้านและการใช้งานที่ง่ายดายขึ้น อาทิ การขยายช่วงล้อให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะและการควบคุมที่แม่นยำดั่งใจ จึงทำให้นักขับสามารถระเบิดศักยภาพของ 650S GT3 ได้อย่างเต็มที่”

คริส กู๊ดวิน หัวหน้าการทดสอบสมรรถนะ แม็คลาเร็น ออโตโมทีฟ กล่าวว่า “นี่คือยานยนต์ที่พัฒนามาเพื่อคว้าชัยชนะในสนามแข่งขันโดยเฉพาะ โดยถูกออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อมอบประสบการณ์แห่งการพุ่งทะยานที่เหนือชั้นโดยที่ยังสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญของรถแข่งทุกประเภท โดยเฉพาะในรายการแข่งขันระยะไกลและแสนทรหด ซึ่งนักขับสามารถขับได้สองหรืออาจจะสามช่วงการแข่งขัน ทั้งเรายังสามารถแข่งขันในสนามขนาดใหญ่ภายใต้สภาพภูมิอากาศหรือลักษณะของสนามแข่งหลากหลายรูปแบบ

“รายการแข่งขัน GT ดึงดูดนักขับหลายระดับ นับตั้งแต่นักขับระดับอาชีพผู้มากประสบการณ์จากการแข่งขันในระดับโลก ไปจนถึงนักขับสมัครแล่นรุ่นเยาว์ที่ชื่นชอบและต้องการพัฒนาความสามารถในกีฬามอเตอร์สปอร์ต หากรถแข่งสามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดายและสามารถตอบสนองได้ดีหรืออาจจะเหนือกว่าที่คุณคาดหวังไว้ ย่อมทำให้นักขับสามารถขับขี่ได้อย่างแม่นยำ ปราศจากข้อผิดพลาด และใช้งานรถได้อย่างเต็มศักยภาพตลอดการแข่งขัน สิ่งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญของผู้ชนะในสนามแข่งขันระดับอาชีพเช่นเดียวกับนักขับสมัครเล่นที่กำลังพยายามไต่อันดับและสั่งสมประสบการณ์จากสนามแข่งทั่วโลก

ความสำเร็จนี้เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งด้วยความอุตสาหะของทีมออกแบบและพัฒนาประสิทธิภาพยานยนต์ของ แม็คลาเร็น จีที ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดจากการแข่งขันสนามแล้วสนามเล่านับพันแห่งทั่วโลกจากการใช้รถยนต์รุ่น 12C GT3 โดยทีมนักขับเจ้าของรางวัลซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ซึ่งข้อมูลและผลตอบรับจากของทีมนักแข่งเหล่านี้ช่วยให้เรามีความเข้าใจอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการใช้งานจริง ซึ่งเครื่องจำลองสถานการณ์ไม่สามารถบอกเราได้ ดังนั้น 650S GT3 จึงเป็นยานยนต์สมรรถนะสูงที่พร้อมประกาศชัยชนะในสนามแข่งเมื่อขับโดยนักขับผู้เชี่ยวชาญ และยังเป็นรถแข่งที่เหมาะมืออย่างยิ่งสำหรับนักขับมือใหม่ที่ต้องการเข้าร่วมในการแข่งขันรายการ GT3 ทั่วโลก

ยานยนต์ 12C GT3 เป็นการผลิตซ้ำรถยนต์ตระกูลจีทีครั้งแรกของแม็คลาเร็น ซึ่งยังคงเป็นรุ่นที่ถูกใช้ในการแข่งขันและสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนรุ่น 650S GT3 ในปัจจุบันนี้ถือเป็นรุ่นที่สอง เพื่อใช้แข่งขันกับคู่แข่งที่มีชื่อเสียงรายอื่นๆ ซึ่งหลายรายครองอันดับสามหรือสี่ในตลาดรถยนต์รุ่นสำหรับวิ่งบนท้องถนน กระนั้น แม็คลาเร็น ก็ยังคงเป็นแบรนด์ดังที่ทุกคนจับตามองอย่างต่อเนื่อง”
59 – หมายเลขแห่งชัยชนะ

รถยนต์คันที่เผยโฉมนั้นตกแต่งในธีม Goodwood Festival of Speed สไตล์ “ยึดมั่นในชัยชนะ” โดยใช้หมายเลข 59 ซึ่งหมายเลขนี้เคยใช้กับรถยนต์ระดับตำนานอย่างรุ่นแม็คลาเร็น เอฟ1 จีทีอาร์ (McLaren F1 GTR) ในรายการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี 1995 และคว้าชัยชนะจากการทดสอบอันแสนทรหดได้ในการเปิดตัวครั้งแรก ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์และยังไม่มีใครลบล้างได้นับตั้งแต่บัดนั้นจวบจนปัจจุบัน ซึ่งรถยนต์รุ่น 650S GT3 จะเริ่มดำเนินการส่งมอบในช่วงปลายปี 2014 และจะถูกใช้แข่งขันครั้งแรกโดยทีมนักขับของผู้ซื้อใน GT ซีรี่ส์ช่วงต้นปี 2015 นับเป็นเวลา 20 ปีพอดีหลังจากชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Scroll To Top