Home / ยี่ห้อรถยนต์ / Toyota / ยอดขายรถไฮบริดโตโยต้าทั่วโลกทะลุ 10 ล้านคัน

ยอดขายรถไฮบริดโตโยต้าทั่วโลกทะลุ 10 ล้านคัน

2017 priusโตโยต้า ซิตี้, ประเทศญี่ปุ่น, 14 กุมภาพันธ์ 2560 – โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ภาคภูมิใจที่จะประกาศว่าบริษัทฯมียอดขายรถยนต์ไฮบริดรวมทั่วโลกอยู่ที่ 10.05 ล้านคัน ณ วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการบรรลุเป้ายอดขาย 10 ล้านคัน1 โดยยอดขายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังอันยั่งยืนของเทคโนโลยีในการช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลภาวะอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โตโยต้า ให้ความสำคัญในการพยายามช่วยลดผลกระทบจากรถยนต์มีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนาน เราเชื่อว่าหากผู้คนขับขี่ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้สังคมได้ในที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว โตโยต้าจึงพยายามนำเสนอรถยนต์ไฮบริดให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างทั่วโลก โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 โตโยต้าเปิดตัวรถโคสเตอร์ ไฮบริด อีวี ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โตโยต้าได้แนะนำโตโยต้า พริอุส รถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดมาผลิตเพื่อจำหน่าย หลังจากนั้น รถยนต์ไฮบริดของ โตโยต้าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ใช้ทั่วโลก ทั้งนี้การบรรลุเป้าหมาย 10 ล้านคันในครั้งนี้ สามารถทำได้ภายในช่วงเวลาเพียง 9 เดือนหลังจากที่ยอดขายรวมแตะหลัก 9 ล้านคันเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2559

การลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับวันก็ยิ่งจะกลายเป็นประเด็นปัญหาระดับโลกมากขึ้น รถพริอุสรุ่นแรกของโตโยต้าถือเป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 21 นี้ ทีมงานที่พัฒนารถ พริอุสเชื่อมั่นว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องพัฒนายานยนต์ไฮบริดเพื่อโลกอนาคต และแทนที่จะเลือกทำแต่เรื่องง่ายๆ พวกเขากลับเชื่อว่าตนเองต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมนี้ให้สำเร็จจงได้ ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว ในที่สุดทีมงานนี้ก็ได้เปิดตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดมาผลิตเพื่อขายเป็นจำนวนมากให้ทั่วโลกได้สัมผัสและครอบครอง และเป็นที่ชัดเจนว่าผู้คนต่างนิยมใช้รถยนต์พริอุสอย่างแพร่หลายจนถึงขั้นที่คำว่าพริอุสกลายเป็นคำติดปากที่สื่อถึง “ยานหาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นอกจากนี้ ระบบไฮบริดโตโยต้า (Toyota Hybrid System – THS) ที่ติดตั้งในพริอุสรุ่นแรกก็ถูกพัฒนาไปอีกขั้นให้เป็นระบบไฮบริดโตโยต้า THS II ในปี 2546 โดยระบบนี้ถูกติดตั้งเป็นระบบขับเคลื่อนในรถไฮบริดของโตโยต้าอีกหลายรุ่น ต่อมาในพริอุสรุ่นที่สี่ ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มโตโยต้า นิว โกลบอล อาร์คิเทคเจอร์ (Toyota New Global Architecture – TNGA2 ) ก็ถูกพัฒนาให้เป็นรถที่นอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นทางเลือกให้ผู้ขับขี่ที่มองหารถยนต์ที่ขับสนุกไปพร้อมกับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับอีกด้วย

โตโยต้าเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ด้วยความนิยมในตัวรถพริอุสที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ลูกค้าเริ่มคำนึงถึงปัจจัยเรื่องสมรรถนะด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์มาตรฐานอีกข้อในการเลือกซื้อรถ จากการที่บริษัทรถยนต์ค่ายต่างๆ เริ่มพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้เกิดประเภทตลาดรถยนต์ที่เรียกว่า “รถไฮบริด” เพิ่มขึ้นมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้ลูกค้าทั่วโลกต่างก็เลือกซื้อรถไฮบริดและรถประหยัดพลังงานมากขึ้น หมายถึงอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลกได้ ถึงแม้โตโยต้าจะสามารถบรรลุเป้ายอดขายรถไฮบริด 10 ล้านคันได้แล้ว แต่โตโยต้าจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์รถยนต์ที่ดียิ่งกว่านี้เพื่อลูกค้าของเราต่อไป

ทาเคชิ อูชิยามาดะ กรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ตอนที่เราเปิดตัวพริอุส ไม่มีใครรู้เลยว่าไฮบริดคืออะไร ผู้คนต่างเรียกคนที่เลือกขับพริอุสว่าเป็นพวกบ้าเทคโนโลยีหรืออะไรทำนองนั้น แต่พอมาถึงวันนี้ ต้องบอกว่าเป็นเพราะกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ให้โอกาสเราด้วยการเลือกใช้พริอุสนั่นเองครับที่ทำให้รถไฮบริดได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังช่วยกันขับเคลื่อนความสำเร็จของนวัตกรรมที่ไม่มีใครรู้จักกันในตอนแรก ให้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในทุกวันนี้ เราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ช่วยผลักดันให้โตโยต้าบรรลุเป้ายอดขายรถไฮบริด 10 ล้านคันได้ และขอมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของเราต่อไปด้วยกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมครับ”

ในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา โตโยต้าคาดการณ์ว่าการขับขี่รถยนต์ไฮบริดของโตโยต้า3 แทนที่การขับขี่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงแบบธรรมดาที่มีขนาดเดียวกันและสมรรถนะการขับขี่ไม่ต่างกันนั้นจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 77 ล้านตัน4 ตลอดจนสามารถประหยัดน้ำมันได้ราว 29 ล้านกิโลลิตรทีเดียว

เมื่อเดือนตุลาคม 2558 โตโยต้าได้ประกาศแผน Toyota Environmental Challenge 2050 ซึ่งมุ่งตั้งเป้าลดผลกระทบด้านลบของรถยนต์โตโยต้าต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลกให้เหลือใกล้เคียงศูนย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ โตโยต้ากำหนดให้เทคโนโลยีไฮบริดเป็นเทคโนโลยีหลักที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุพันธกิจด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 21 โดยเทคโนโลยีไฮบริดหมายรวมถึงเทคโนโลยีทุกอย่างที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสานหลายรูปแบบ ทั้งนี้ โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะต่อยอดผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ขยายไปสู่รถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกในอนาคต

Leave a Reply

Scroll To Top